เมื่อเรายังคงวนเวียนอยู่ในวงเวียนของความรัก รอบแล้วรอบเล่า
ก็ยิ่งจะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงมากขึ้น เกิดพลังดึงดูดความรักแรงขึ้น

รักอะไร รักใครก็จะพยายามดึงดูดสิ่งนั้นเข้าหาตัวเองอย่างไม่มีแรงผ่อน
จึงถูกสายใยแห่งรักนั้ดึงรัดให้ต้องเจ็บปวดไปตามๆ  กัน

เหมือนกับกีฬาชักกะเย่อ  ที่ผู้เล่นต่างดึงเชือกเข้าหาตัวเอง
แล้วออกแรงดึงให้มาก  นั่นหมายถึง  …เขาต้องเจ็บมือมากขึ้น…

ฝ่ายใดไม่อยากถูกเชือกรัดมือให้เจ็บปวด  เขาก็ผ่อนเชือก
หรือปล่อยเชือกนั้นเสีย  แน่นอนว่าเขาจะไม่ได้รับเสียงปรบมือจากแรงเชียร์
แต่เขาได้รับความปลอดภัยเป็นรางวัลสำหรับตัวเอง

ใครต้องการชนะในเกมรักนี้  ก็จะยึดความรู้สึกนั้นเอาไว้ให้แน่นออกแรงดึงให้มาก
ความรักของคนประเภทนี้มักจะอึดอัด   เจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย
คือ ฝ่ายรักและฝ่ายถูกรัก  ยิ่งผูกพันกันนานวันเข้า  ก็ยิ่งถูกเกลยวรัก เกลียวเสน่หา
เกลียวแห่งความหึงหวง  บีบรัดจนรู้สึกอึดอัด  บางคนขาดใจตายด้วยแรงบีบรัดนั้น
บางคนแม้จะไม่ขาดใจตาย  แต่ก็มีชีวิตอยู่อย่างเจ็บปวด  ทรมาน  ทุรนทุราย
ด้วยแรงบีบรัดจากเส้นใยแห่งความรักอย่างน่าเวทนา

ถ้าใครต้องการมีสวัสดิภาพจากความรัก จึงควรมี   “รักคือการให้”
จะเป็นทุกข์น้อยกว่า ความรักประเภทรอรับอย่างเดียว

รักคือการให้  จะทำให้อบอุ่น   ไม่ร้อนรน จนแทบจะถูกเผาไหม้
รักคือการให้  จะทำให้รู้สึกปลอดภัยไม่ใช่รู้สึกหวาดระแวงกังวลไปต่างๆ นานา และอ่อนใจ
รักคือการให้  จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายหายเหนื่อย ไม่เหน็ดเหนื่อยจนเหนื่อยหน่ายและอ่อนใจ

อย่าลืมว่า…ไม่ควรให้รักบีบรัดเรามากจนเกินไป
ต้องรู้จักผ่อนคลายความรักบ้างเพราะนั่น …จะเป็นอิสรเสรีภาพที่แท้แห่งใจ

อย่าฝั้นเกลียวแห่งความรัก  ให้รัดแน่นเกินไป  จนยากแก่การผ่อนคลาย
อย่าดึงเส้นใยแห่งความรักให้ตึงเกินไปจนขาดผึงไปในที่สุด

มิฉะนั้น… คุณจะมีความรักอยู่อย่างอึดอัดทรมาน
หรือไม่ก็ต้องสูญเสียความรักไปอย่างน่าเสียดาย

Advertisements