คน เราจะดูว่าโง่หรือฉลาดนั้นคงต้องใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่สัญญาณแห่งความโง่นั้นมักประจานออกมาให้เรารู้ได้ตั้งแต่นาทีแรกที่พบกัน

จะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่าในสังคมของเรานั้นมีทั้งที่ชอบพูดจาโอ้อวดตัวเองว่า “ฉลาด” และมีทั้งคนที่ไม่ปริปากด้วยซ้ำว่าตนเองมีภูมิความรู้ดี ๆ คนทั้งสองประเภทนี้

หากพบในครั้งแรก ไม่ว่าใครก็จะประทับใจคนประเภทหลังมากกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พยายามสร้างภาพ และทำความระคายหูให้ใคร

แม้ว่าคนที่ชอบพูดจาโอ้อวดว่า “ตนฉลาด” อาจมีบางคนเชื่อในสิ่งที่เขาพูดบ้าง แต่ส่วนลึกในจิตใจเขาแล้ว เขาย่อมรู้ดีว่า “เขาไม่ได้มีอะไรดีดังที่พูดเลย เขาจึงต้องชดเชยความรู้สึกที่ขาดไปด้วยการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณตนเอง เพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้น” แต่ในไม่ช้าใคร ๆ ก็ต้องจับได้ว่า เขาห่างไกลจากสิ่งที่อวดมากนัก

คนฉลาดที่แท้จะทำมากแต่พูดน้อย แม้ไม่ต้องบอกใคร ใคร ๆ เขาก็จะเห็นเองว่า ความฉลาดนั้นเป็นอย่างไร และแม้ว่าจะไม่มีใครเห็น เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนใจเลย เพราะเขาไม่ได้คิดว่า ตนฉลาดหรือโง่ เขารู้เพียงแต่ว่า เขาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด และแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครเห็นว่า เขาช่างมีความคิดที่ดีเลิศเพียงใด ความฉลาดจึงไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านต่อสิ่งใด ๆ และความมั่นใจในตัวเขาก็จะไม่ลดหรือเพิ่ม เพราะสาเหตุจากคนอื่นเลย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า …

“คนโง่มักอ้าปากเพื่ออวดอ้างในสิ่งที่ตนไม่เคยมี

เขาจะพยายามโน้มน้าวใจคนด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของคนโง่จึงเท่ากับขาดวิจารณญาณ

และในไม่ช้าก็อาจถูกคนโง่ในคราบคนฉลาดหลอกใช้

ส่วนคนฉลาดจะไม่พยายามชักจูงใด ๆ

เขาจะอยู่เฉย ๆ แต่คนอื่น ๆ จะวิ่งเข้ามาหาเอง

เขาไม่จำเป็นต้องเปิดการแสดง

ไม่ต้องแม้แต่จะบอกแบบปากต่อปาก

ความฉลาดที่มีจะเผยแพร่ตัวมันเอง

ความฉลาดจึงไม่เพียงแต่เป็นทรัพย์สมบัติติดตัวเขา

แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นอีกนับไม่ถ้วน”

Advertisements