จากที่คนรุ่นก่อนเคยนิยามการใช้ชีวิตคู่เอาไว้ว่าชายเป็นช้าง เท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง มาปัจจุบันนี้การณ์กลับกลายเป็นว่าเท้าทั้งสองข้างพร้อมจะเดินเคียงคู่กันไป ในจังหวะที่พอเหมาะพอดีแทน…. หรือว่าในยุคสมัยนี้ นิยามของคำว่าครอบครัวอาจไม่ได้เกิดขึ้นตามขั้นที่กรอบของสังคมกำหนดเสมอไป กรอบที่กำหนดไว้ว่าเมื่อหญิงชายแต่งงานกันแล้ว ต้องมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจเริ่มจะใช้ไม่ค่อยได้เสียแล้ว เพราะบางครอบครัวไม่นึกอยากมีลูกไว้เชยชมอีกต่อไป อาจจะด้วยสภาพเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม… ถ้าเช่นนั้นคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เขาแสวงหาอะไรจากการใช้ชีวิตคู่กันแน่ ลองอ่านจากคู่รักคู่รส 3 คู่นี้ดูดีกว่า

 

ชีวิตคู่ที่ไม่คาดหวัง

หากต้องตั้งคำถามกับสาวสมัยใหม่ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิ เช่น ดร.นิธินาถ ถึงชายหนุ่มที่เธอพึงใจ และพร้อมจะตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน หลากหลายคำตอบอาจจะ เกี่ยวข้องกับการศึกษา และทัศนคติของฝ่ายชายที่ต้องทัดเทียมกันเท่านั้น และหากต้องตั้งคำถามกลับไปที่ฝ่ายชายผู้ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนเสียเป็นส่วน ใหญ่ ถึงหญิงสาวที่ควรคู่กับตนแล้วนั้น อาจมีหลากหลายคำตอบอีกเช่นกันว่า หญิงนั้นควรจะครบถ้วนด้วยรูปทรัพย์และปัญญา

แต่คำเฉลยของคนคู่รุ่นใหม่นี้กลับตรงกันข้ามกับที่เราๆ คิดกัน เพราะต่างฝ่าย ต่างไม่เคยคาดหวังว่า คู่ชีวิตของตนนั้นควรจะหรือต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แม้ทั้งเขาและเธอต่างมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะเลือกสรรคู่ครองที่ควรคู่กับ ตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ขอเพียงเลือกใครสักคนที่พร้อมจะรัก เข้าใจ ให้อภัย และยอมรับในตัวตนของกันและกันได้เท่านั้นก็เป็นพอ

“เพื่อนของพี่ชายแนะนำมาให้เรารู้จักกัน คือคนพูดถึงเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก แต่เราเองก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ฟังแล้วเกลียดเลย เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยปลื้ม เพราะคิดว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ไม่ได้สนใจด้วย เพราะคิดว่าคนอย่างเขาไม่น่าจะมาสนใจเรา เพราะท่าทางเขาจะชอบคนสวยๆ เก๋ๆ เด่นๆ แต่เราเป็นคนธรรมดามาก ทำงานธรรมดามาก ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่มีความเก๋ ความแปลก สะดุดตา เคยคิดว่าพี่ชายน่าจะชอบคนที่มีลักษณะแบบนั้นมากกว่า หลังจากวันที่กินข้าวเย็นด้วยกันวันแรก ก็ไม่คิดว่าเขาจะยังจำเราได้อยู่ กะว่าถ้าเขานึกไม่ออก จำหน้าเราไม่ได้ เราเองก็จะเดินผ่านเขาไปเลยเหมือนกัน คิดว่าวันนั้นอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน”

แต่ไม่นานต่อจากนั้นฝ่ายชายก็ โทร.มาชวนฝ่ายหญิงให้ออกไปทานข้าวกันอีกครั้ง และอีกหลายครั้ง เพราะตัวฝ่ายชายเองรู้สึกว่า ยิ่งได้พูดคุยยิ่งรู้สึกประทับในความเก่ง ความคล่องแคล่วของฝ่ายหญิง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเองกลับไม่คาดคิดว่าฝ่ายชายจะสนใจตน

“ตอนเจอกันครั้งแรกเราต่างก็ไม่ได้ประทับใจแบบปิ๊งกันในทันทีหรอกนะครับ แต่ก็มีประทับใจบ้างที่ว่า เออ…ผู้หญิงคนนี้คุยดี มีความรู้ด้วย แถมยังคุยได้ทุกเรื่อง คือคุยกับเขาแล้วอยากคุยต่อไปเรื่อยๆ ต่อจากนั้นความสัมพันธ์ของเราสองคนก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวา”

คุณนิธินารถ เสริมว่า ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกหวือหวา หรือแม้แต่จะคิดว่าฝ่ายชายที่ตนกำลังออกเดทด้วยนั้น จะกลับกลายมาเป็นคู่ชีวิตของตัวเองเข้าสักวันหนึ่ง เพราะคิดไว้อยู่เสมอว่า การแต่งงานสำหรับตัวเองนั้นดูเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเอาเสียเลย

“ปุ้มคิดอยู่เสมอนะคะว่า ถ้าไม่เจอเนื้อคู่ก็ไม่เดือดร้อน อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ การแต่งงานสำหรับปุ้มมันเป็นเรื่องใหญ่มาก คิดว่าตัวเองต้องสูญเสียอิสระในชีวิตมาก สมัยก่อนเพื่อนชายคนไหนจะมาชวนแต่งงาน เราจะบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นๆ เพราะเรารู้เลยว่ามันไม่ใช่ เราปฏิเสธมาตลอด แต่พอถึงคนนี้แค่คบกัน ไม่ถึง 1 ปีต่างคนต่างเริ่มรู้สึกว่า อยากอยู่ด้วยกัน มันรู้ของมันเองว่า คนนี้คือคนที่เราอยากอยู่ด้วยตลอดชีวิต ความรู้สึกนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ของอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ เรารู้แต่ว่าเราสามารถเสียสละอะไรก็ได้ให้แก่เขา และคนคนนี้แหละที่เรารับเขาได้ทั้งข้อดีและไม่ดี”

ด้วยการเปิดใจและยอมรับในตัวตนของกันและกันมาตั้งแต่เริ่มคบ ทั้งคู่จึงพัฒนาความสัมพันธ์กันไป อย่างช้าๆ แต่มั่นคงและกลายเป็นความผูกพันที่มากขึ้นเรื่อยๆ

“เราชอบอะไรเหมือนๆ กัน ไม่ต้องพูดกันเยอะ อย่างปุ้มพูดมาคำหนึ่งเขาก็ตอบได้ ซึ่งหายากนะปุ้มว่า สำหรับปุ้มแล้วเรื่องไลฟ์สไตล์และรสนิยม มันจะบ่งบอกถึงตัวตนของกันและกันในเรื่องของความคิด คู่เรามันคงมีความต่างกันบ้าง แต่ความต่างนั้นมันเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับเรา ไม่ใช่หลักใหญ่ในชีวิต เราถึงเดินไปได้เรื่อยๆ พร้อมกัน ด้วยจังหวะเดียวกัน”

ในส่วนนี้คุณชายรีบตอบเห็นด้วยอย่างทันทีว่า คู่ของเขามีหลายอย่างที่เหมือนกันและก็มีอีกหลายอย่างที่ต่างกัน แต่ในความต่างนั้น ต่างคนต่างเติมส่วนขาดของกันและกันเสียมากกว่าจะขัดแย้งกัน “อย่างผมไม่ใช่คนที่รอบคอบมาก แต่ปุ้มเขาจะรอบคอบ เขากล้าที่จะเดินไปพร้อมกับผม คอยเตือนผมอยู่ตลอด”

ยิ่งศึกษายิ่งเรียนรู้ คุณปุ้มและคุณชายจึงตกลงใจร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในท้ายสุด

“ตั้งแต่ปุ้มแต่งงานมากับพี่ชาย ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงอะไร ก็แค่เรา 2 คนย้ายบ้านมาอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง ก่อนแต่งปุ้มคิดไว้อยู่เสมอว่าถ้าแต่งงานแล้วทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขา ไม่ว่าพี่น้องหรือญาติคนไหน ปุ้มต้องรับให้ได้หมด ตัวปุ้มเองไม่เคยคิดว่า เมื่อแต่งงานกันแล้วจะต้องดึงเขามาอยู่กับปุ้มคนเดียว โดยแยกเขาออกมาจากพ่อ แม่ พี่ น้อง”

ทุกๆ เย็นหากคุณชายไม่ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศด้วยภารกิจการงาน ก็จะรีบกลับบ้านมารอคอยฝ่ายหญิง บางครั้งก็ลงมือทำอาหารไว้รอท่า เพราะมีความถนัดเรื่องทำอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าวันไหนที่ฝ่ายหญิงกลับจนดึกดื่น คุณชายก็ยังสู้อุตส่าห์ตื่นมากลางดึก เพื่อมาอุ่นอาหารให้ทาน ระหว่างวันทั้งสองก็จะโทรศัพท์ติดต่อกันตลอด เพื่อถามไถ่ความเป็นไปของกันและกัน ยามว่างวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นวันเวลาที่มีความหมายสำหรับการใช้ชีวิตคู่ ทั้งคู่จะได้พักผ่อนอยู่ด้วยกัน หรือออกไปเล่นกอล์ฟ ขี่ม้า หรือดำน้ำ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่ต่างก็ชื่นชอบเหมือนๆ กัน

“วันธรรมดาเลิกงานพี่ชายจะรีบกลับบ้านมารอ บางครั้งก็ลงมือทำอาหาร เพราะเขาชอบทำ บางทีปุ้มว่างก็ช่วยเขาในครัว ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์บางครั้งเราก็ตีกอล์ฟด้วยกันบ้าง ไปนวดด้วยกันบ้าง หรือพี่ชายไปตีกอล์ฟปุ้มไปขี่ม้า อย่างไงเราก็มีเวลา ส่วนตัวของเราบ้างคือพี่ชายเองก็มีเวลาไปไหนบ้าง ไปกับเพื่อนบ้าง ปุ้มเองก็มีเวลาไปไหนมาไหนบ้าง”

แต่ใช่ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมแต่ความสุขกันเท่านั้น ยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทุกข์ อีกฝ่ายก็จะรีบถามไถ่และช่วยขบคิดหาทางออกของปัญหานั้นๆ ให้ ซึ่งในจุดนี้เองที่คุณชายรู้สึกว่า คุณปุ้มเป็นทั้งเพื่อนที่ปรึกษา และคู่ชีวิตที่ดี

ส่วนคุณปุ้ม กล่าวว่า พี่ชายเป็นที่ปรึกษาที่ดี ก่อนที่ปุ้มจะทำอะไรก็จะถามความเห็นเขาว่าทำอย่างนี้ดีไหม และถ้าเวลาที่เราเห็นเขาเครียด คือแค่เห็นหน้าก็รู้ว่าเขามีปัญหาแล้วนะ เราก็จะถามเขาทันทีว่าตอนนี้เขามีปัญหาอะไรกลุ้มใจ เล่าให้เราฟังได้หรือเปล่า โชคดีที่สายงานของเราใกล้กัน อย่างน้อยๆ ปุ้มก็สามารถแนะนำอะไรให้พี่ชายได้บ้าง คือช่วยเขาคิดบ้าง ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาระดับหนึ่ง

ด้วยความที่เขาทั้งคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากเช่นนี้นี่เอง คงจะถึงเวลาแล้ว กระมังที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะมีโซ่ทองคล้องใจกันเสียที ?

สำหรับเรื่องนี้แล้วคุณปุ้ม รีบเสนอความคิดเห็นขึ้นทันควันเลยว่า พี่ชายบอกว่าถ้าปุ้มมีลูกนี่ ปุ้มจะไม่สนใจเขาเลย และเขาคิดว่าตอนนี้ขอให้สนใจเขาไปก่อน คือเวลาที่คิดว่าจะเจียดให้เขานี่ เรายังรู้สึกเลยว่าเราทำให้เขาได้ไม่ดีนัก บางทีปุ้มกลับมาตอนตี 4 ก็มีนะ งานให้คำปรึกษานี่ไม่ใช่งานเบา ทำงานเยอะ ทำงานหนัก ไม่ใช่ทำงาน 8 โมงครึ่งแล้วเลิก 5 โมงครึ่ง บางทีเราไม่รู้เวลาเลิกงานด้วยซ้ำ ระหว่างนั้นเราก็โทรคุยกัน พอกลับมาบ้านบางทีพี่ชายก็จะลงมาอุ่นข้าวให้กิน

ส่วนคุณชายเองก็คิดว่า ผมดูแล้วนะว่า เวลาผู้หญิงมีลูกแล้ว ชีวิตคู่เขาจะเปลี่ยนไปเลย จากการที่ทำอะไรด้วยกันมันจะเริ่มหมดแล้ว ผู้หญิงจะให้ความสนใจที่ลูกมากกว่า ไปไหนสองคนก็ จะห่วงแต่ลูก จะระแวงแต่ลูก คือถ้าจะให้เขามีลูกเลยตอนนี้ เขาเองก็ยังไม่อยากมีหรอก เพราะจะให้เขาเลิกทำงานตอนนี้เขาคงยังไม่อยากเลิก

ถึงแม้เวลานี้เขาทั้ง 2 ยังไม่พร้อมสำหรับการมีลูก แต่คุณปุ้มและคุณชายต่างก็ร่วม ชีวิตกันเป็นครอบครัวในนิยามของการพยายามทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ดีของกัน และกัน ร่วมรับรู้อารมณ์ทั้งในยามทุกข์และสุข และที่สำคัญยอมรับในตัวตนของกันและกัน ไม่คาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วกระมังสำหรับคนคู่คู่หนึ่งที่จะสร้างสานฝันร่วมกันต่อ ไป

Advertisements