บทความวันนี้ เราจะมาพูดกันเรื่องการเว้นวรรคทางการเมือง เอ๊ย! เว้นวรรคความสัมพันธ์ตะ หากล่ะ…ก็แหม เห็นบรรยากาศในสังคมไทยช่วงนี้แล้ว ชอบเผลอจะโยงไปเรื่องการเมืองทุกทีเลย เพราะการเว้นวรรคนั้น หรือการถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งนั้น มันเป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง อันจะทำให้คนเราผ่านพ้นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานไปได้ ดีกว่าการเลือกจะเผ่นพันลี้ท่าเดียว และไม่ว่าในเรื่องไหนๆ ยิ่งเรื่องหัวใจและความสัมพันธ์แล้วล่ะก็ บางทีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ในลักษณะถอยเพื่อเดินหน้า อาจจะทำให้ชีวิตคู่มี ชีวิตชีวามากกว่าเดิมเสียอีกแน่ะ เอาเป็นว่า เราลองมาดูกันก่อนซิว่า สถานการณ์แบบไหน ที่เหมาะควรแก่การใช้วิชาสเต็ปนี้ (ถอยเมื่อยังรักกัน/ ถอยเมื่อมีบางสิ่งเป็นพันธะผูกพันธ์อยู่/ ถอยเมื่ออีกฝ่ายกำลังได้ดี) และต้องเริ่มต้นหรือดำเนินการแต่ละขั้นตอนอย่างไร รวมถึงสถานการณ์ไหน ที่ควรถอยห่างไปไกลๆแบบเผ่นพันลี้

1.ถอยเมื่อยังรักกัน
เพราะอะไร การขอเวลานอกเพื่อพักเบรกในความสัมพันธ์ จึงต้องทำเมื่อคนทั้ง 2 ฝ่ายยังรักกันอยู่? นั่นก็เป็นเพราะว่าการห่างเหินกันไปในเวลาที่ความรักนั้นจืดชืด หรือน่าเบื่อ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันก็เถอะ จะทำให้สถานภาพความเป็นแฟนกัน เปลี่ยนไปได้ง่ายๆ ซึ่งในกรณีดังกล่าว เวลาที่ห่างกันไกลยังจะทำให้ต่างฝ่ายต่างมีแนวโน้มที่จะคิดถึงแต่ข้อเสียของ อีกฝ่ายหนึ่งด้วย ดังนั้น การถอยไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่ว่าต้องถอยยามที่ยังรักกันอยู่ แต่ยังต้องกำลังรักกันแบบสุดๆดูดดื่มด้วย เนื่องจากจะทำให้ช่วงเวลาที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน เป็นช่วงแห่งการโหยหา ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว เมื่อกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง พลังแห่งความรักจะยิ่งแนบแน่นเป็นทวีคูณเลยครับ

2. ถอยเมื่อมีพันธะบางอย่างผูกพันกันอยู่
หากคุณไม่ได้กำลังรักกันแบบดูดดื่ม หรือหากคุณทั้งคู่กำลังแหนงหน่ายหรือจืดจางกัน การที่มีพันธะผูกพันธ์กันบางอย่าง เช่น มีเงินฝากร่วมกัน มีรถหรือบ้านที่ต้องผ่อนร่วมกันเป็นสัญญาใจ อยู่ ก็อาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่งนะครับ อย่างน้อยในทางจิตวิทยาแล้ว เมื่อมันมีเรื่องเอกสารที่ต้องเคลียร์กันให้ยุ่งยากมากมาย การที่จะต่างฝ่ายต่างเผ่นออกจากชีวิตกันและกัน ก็จะไม่สะดวกเท่าไรนัก การมีภาระผูกพันธ์กันในลักษณะดังกล่าว จะเป็นเครื่องช่วยย้ำเตือนให้คุณทั้งคู่ทบทวนว่า ที่ผ่านมาเพราะเหตุใดพวกคุณจึงรักกันมากมายขนาดนั้น แล้วอยู่ดีๆความรักมันพลันหายไปได้อย่างไร เพื่อที่คุณกับเขาจะได้มองหาทางออกและกำหนดจุดยืนในความสัมพันธ์กันเสียใหม่ เป็นการ Renew หรือแต่งเติมหัวใจ ไม่ใช่เอะอะก็จะทิ้งมันไป โดยที่ยังไม่ได้ลองซ่อมดูก่อน

3. ถอยเมื่ออีกฝ่ายกำลังได้ดีในด้านอื่นๆของชีวิต
หากคุณไม่ได้กำลังรักกันอย่างดูดื่ม และไม่ได้มีพันธะอะไรทางสังคมที่ผูกพันธ์กันเอาไว้เลย ก็ควรจะรอให้อีกฝ่ายกำลังมีอะไรบางอย่างในชีวิตให้มองไปข้างหน้าเสียก่อน เช่น ช่วงที่เธอกำลังรอรับปริญญาหลังจากเรียนจบ หรือช่วงที่กำลังได้รับการโปรโมทในตำแหน่งงานใหม่ๆ เพราะการถอยห่างออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการยืนยันให้เขาหรือเธอเข้าใจว่า คุณไม่ได้ทอดทิ้งหรือหมดรักพวกเขาแล้วนะ หากแต่คุณแค่อยากจะมีเวลาส่วนตัวเพื่อทบทวนเป้าหมายและความสุขส่วนตัวบ้าง และที่ห้ามเลยอย่างยิ่งก็คือการพยายามขอเบรกความสัมพันธ์ ในช่วงที่เขาหรือเธอกำลังเผชิญเรื่องเศร้า เช่นญาติเสียชีวิต, เอ็นท์ไม่ติดมหาลัย, หรือทางบ้านล้มละลาย เพราะนั่นจะเป็นการทำให้เขาหรือเธอรู้สึกว่า คุณกำลัง’หนี’พวกเขาไป จนอาจสร้างความบาดหมางใจในตัวคุณอย่างที่ไม่อาจหวนคืนได้เลย

สรุปแล้ว เรื่องของการถอยไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงนั้น คู่รักดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีความรักและความหวังดี ต่อกัน รวมถึงความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพตนเองเป็นพื้นฐาน มิใช่ทำไปเพื่อมีเจตนาหรืออารมณ์ทางลบอื่นใดแอบแฝง จึงจะช่วยให้เกิดการ Come back forward ต่อไปได้อย่างสวยงาม มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้ฉากหน้าจะเป็นไปด้วยดีแค่ไหน ก็มีแต่จะทำให้ถอยหลังลงคลองแบบกู่ไม่กลับเลยล่ะครับ แล้วถ้าเป็นกรณีดังกล่าว การบอกเลิกกันเสียตั้งแต่แรก ยังจะสร้างสรรค์กว่าการยื้อเวลาออกไปให้ป่วยการทั้งสองฝ่าย

Advertisements