Archive for February, 2012

ข้อดีของความทุกข์

1.ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น   2.ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข 3.ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น 4.ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ(ทำเพื่อให้หายทุกข์ ) 5.ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น 6.ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น 7.ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น 8.ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น 9.ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น 10.ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา 11.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา 12.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา 13.ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน 14.ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน 15.ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง 16.ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น 17.ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น 18.ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์

จงคิดเชิงบวก

ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็กๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสาไฟฟ้า กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่า เจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอยๆมาให้ได้ยินเป็นต้นว่า ” เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอกมันยากลำบากขนาดนั้น” หรือ “เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น”เจ้ากบตัวน้อยๆเหล่า นั้นก็ริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า “มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก” กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้ แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่าง มุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อยๆตัวนั้น ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้ กบทุกๆตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็กๆตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร? เรื่องกลับกลายเป็นว่า….แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก??? ดังนั้น เพื่อเวลาจะทำงานใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามีเราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่าง สุดกำลังและด้วยการ ให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจจงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ฉันทำได้” “ฉันจะทำให้สำเร็จ”เป็นต้น

ความรัก กับ การให้

เมื่อเรายังคงวนเวียนอยู่ในวงเวียนของความรัก รอบแล้วรอบเล่า ก็ยิ่งจะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงมากขึ้น เกิดพลังดึงดูดความรักแรงขึ้น รักอะไร รักใครก็จะพยายามดึงดูดสิ่งนั้นเข้าหาตัวเองอย่างไม่มีแรงผ่อน จึงถูกสายใยแห่งรักนั้ดึงรัดให้ต้องเจ็บปวดไปตามๆ  กัน เหมือนกับกีฬาชักกะเย่อ  ที่ผู้เล่นต่างดึงเชือกเข้าหาตัวเอง แล้วออกแรงดึงให้มาก  นั่นหมายถึง  …เขาต้องเจ็บมือมากขึ้น… ฝ่ายใดไม่อยากถูกเชือกรัดมือให้เจ็บปวด  เขาก็ผ่อนเชือก หรือปล่อยเชือกนั้นเสีย  แน่นอนว่าเขาจะไม่ได้รับเสียงปรบมือจากแรงเชียร์ แต่เขาได้รับความปลอดภัยเป็นรางวัลสำหรับตัวเอง ใครต้องการชนะในเกมรักนี้  ก็จะยึดความรู้สึกนั้นเอาไว้ให้แน่นออกแรงดึงให้มาก ความรักของคนประเภทนี้มักจะอึดอัด   เจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรักและฝ่ายถูกรัก  ยิ่งผูกพันกันนานวันเข้า  ก็ยิ่งถูกเกลยวรัก เกลียวเสน่หา เกลียวแห่งความหึงหวง  บีบรัดจนรู้สึกอึดอัด  บางคนขาดใจตายด้วยแรงบีบรัดนั้น บางคนแม้จะไม่ขาดใจตาย  แต่ก็มีชีวิตอยู่อย่างเจ็บปวด  ทรมาน  ทุรนทุราย ด้วยแรงบีบรัดจากเส้นใยแห่งความรักอย่างน่าเวทนา ถ้าใครต้องการมีสวัสดิภาพจากความรัก จึงควรมี   “รักคือการให้” จะเป็นทุกข์น้อยกว่า ความรักประเภทรอรับอย่างเดียว รักคือการให้  จะทำให้อบอุ่น   ไม่ร้อนรน จนแทบจะถูกเผาไหม้ รักคือการให้  จะทำให้รู้สึกปลอดภัยไม่ใช่รู้สึกหวาดระแวงกังวลไปต่างๆ นานา และอ่อนใจ รักคือการให้  จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายหายเหนื่อย ไม่เหน็ดเหนื่อยจนเหนื่อยหน่ายและอ่อนใจ อย่าลืมว่า…ไม่ควรให้รักบีบรัดเรามากจนเกินไป [...]

ปลูกอะไร…ก็จะได้อย่างนั้น

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งเริ่มแก่ตัวลง และต้องการหาคนมาสืบทอดธุรกิจ แทนที่เขาจะเลือกผู้อำนวยการ หรือ ลูกของเขา แต่เขาตัดสินใจที่จะทำบางอย่างที่แตกต่างออกไป เขาเรียกนักบริหาร หนุ่มๆในบริษัทของเขามารวมกัน และพูดว่า “ถึงเวลาที่ฉันจะวางมือและเลือกคนที่จะเป็น CEO คนใหม่แล้วล่ะ” “และฉันก็จะตัดสินใจเลือกคนหนึ่งในพวกคุณนี่แหละ” พวกหนุ่มต่างรู้สึกช็อค เขาพูดต่ออีกว่า “วันนี้ผมจะให้เมล็ดพืชแก่พวกคุณคนละเมล็ด เป็นเมล็ดพิเศษ คุณต้องดูแลและรดน้ำ นับจากวันนี้ไปอีก 1 ปี และผมจะตัดสินจากต้นไม้ที่เจริญเติบโตขึ้น ที่พวกคุณนำมาให้ผม คนที่ผมเลือก จะได้เป็น CEO คนต่อไป” นักบริหารหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ จิม เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มๆที่ได้รับการคัดเลือกในวันนั้น เขาได้รับเมล็ด มา 1 เมล็ด และนำกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น เขาบอกภรรยา และช่วยกันเตรียมกระถาง ดิน และปุ๋ย เพื่อเตรียมปลูกต้นไม้ พวกเขาดูแลรดน้ำอย่างดี ผ่านไปสาม สัปดาห์ พวกนักธุรกิจหนุ่มคนอื่นได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเมล็ดพืชที่เขาได้รับและเริ่ม เจริญเติบโต แต่จิมก็เฝ้าดูทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีต้นอะไรงอกออกมา .. 3 สัปดาห์ผ่านไป .. 4 สัปดาห์ ผ่านไป.. 5  สัปดาห์ ผ่านไป ก็ยังไม่เห็นอะไรในกระถาง ตอนนี้หนุ่มๆได้พูดถึงต้นไม้กันอีกแล้ว แต่จิมไม่มีอะไรจะพูด เพราะเขาไม่เห็นต้นไม้ของเขา เขาเริ่มรู้สึกว่าล้มเหลว [...]

ไม่มีเวลาจริงหรือ

ชีวิตคนเราเมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว มันสั้นนัก มีเกิดและดับเป็นธรรมดาโลก แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ซิ มนุษย์ผู้มีปัญญาจึงควรที่จะดำรงชีวิตอย่างชาญฉลาด พระพุทธเจ้าเคยอบรมสั่งสอนมนุษย์ไว้ว่า ทรัพย์สินที่พึงได้จากการประกอบกิจการงานต่าง ๆ นั้น ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม แล้วการทำงานของมนุษย์ล่ะ หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำงานโดยไม่ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึง บุคคลที่รักและห่วงใยตนเองเลยหรือ??? มนุษย์บางคนทุ่มเวลาทั้งหมดให้แก่หน้าที่การงาน พร้อมกับคิดว่า การกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่นั่นคือการกระทำที่โง่เขลาเป็นที่สุด ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงาน โดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด แม้กระทั่งตัวเองเป็นมนุษย์ที่เขลาเบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา 24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้ ทำไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลาให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงิน ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า… ไม่ต้องแบ่งเวลาให้เป็นสี่กองเท่า ๆ กันหรอก เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้เหมาะสมเท่านั้น 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต 8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้ 5 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง เพื่อประกอบกิจการต่าง [...]

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.