Archive for January, 2012

คติธรรมดีดี

“ทำเหตุในปัจจุบันดี ผลในอนาคตย่อมต้องดี” สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) “พูดมาเสียมาก พูดน้อยเสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์” หลวงปู่ทวด วัดช้างให้   “เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมือง เราก็วางเสีย ละเสีย ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น การหอบอดีต และ อนาคต มาหมักสมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ตัดออกให้หมด…” หลวงปู่แหวน สุจิณโณ   “ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตใจของเราเสร้าหมองหรือผ่องแผ่ว เราเองเป็นผู้ทำจิตใจของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น” หลวงปู่ขาว อนาลโย   “พูดให้เขารักยากนักหนา พูดให้เขาด่าว่า ง่ายนิดเดียว ”  พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม   “คนที่ตายไปแล้ว หากคนที่มีชีวิตอยู่ เขาสามารถจดจำได้ หรือ คิดถึงอยู่ ผู้นั้นได้ชื่อว่าไม่ตาย แต่คนที่มีชีวิตอยู่ กลับไม่มีใครกล่าวถึง หรือ คิดถึงเลย นั้นคือผู้ตายไปแล้ว…” [...]

30 ความสุข แบบง่ายๆ

1. นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง   2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่ 3. ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้ 4. หลับตานิ่งๆ สัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน 5. ระหว่างแปรงฟัน ฮัมเพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า 6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย 7. ไม่ว่าผมจะสั้น หรือยาว แค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด 8. การขึ้นลงบันไดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร 9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆ ทันทีที่คุณถามเขาว่า ‘ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ?’ 10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก 11. ควรหัดพูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า ‘จะเอายังไง’ 12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนเมื่อก่อน 13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง [...]

คนโง่เท่านั้น .. ที่มักอวดว่าตนฉลาด

คน เราจะดูว่าโง่หรือฉลาดนั้นคงต้องใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่สัญญาณแห่งความโง่นั้นมักประจานออกมาให้เรารู้ได้ตั้งแต่นาทีแรกที่พบกัน จะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่าในสังคมของเรานั้นมีทั้งที่ชอบพูดจาโอ้อวดตัวเองว่า “ฉลาด” และมีทั้งคนที่ไม่ปริปากด้วยซ้ำว่าตนเองมีภูมิความรู้ดี ๆ คนทั้งสองประเภทนี้ หากพบในครั้งแรก ไม่ว่าใครก็จะประทับใจคนประเภทหลังมากกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พยายามสร้างภาพ และทำความระคายหูให้ใคร แม้ว่าคนที่ชอบพูดจาโอ้อวดว่า “ตนฉลาด” อาจมีบางคนเชื่อในสิ่งที่เขาพูดบ้าง แต่ส่วนลึกในจิตใจเขาแล้ว เขาย่อมรู้ดีว่า “เขาไม่ได้มีอะไรดีดังที่พูดเลย เขาจึงต้องชดเชยความรู้สึกที่ขาดไปด้วยการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณตนเอง เพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้น” แต่ในไม่ช้าใคร ๆ ก็ต้องจับได้ว่า เขาห่างไกลจากสิ่งที่อวดมากนัก คนฉลาดที่แท้จะทำมากแต่พูดน้อย แม้ไม่ต้องบอกใคร ใคร ๆ เขาก็จะเห็นเองว่า ความฉลาดนั้นเป็นอย่างไร และแม้ว่าจะไม่มีใครเห็น เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนใจเลย เพราะเขาไม่ได้คิดว่า ตนฉลาดหรือโง่ เขารู้เพียงแต่ว่า เขาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด และแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครเห็นว่า เขาช่างมีความคิดที่ดีเลิศเพียงใด ความฉลาดจึงไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านต่อสิ่งใด ๆ และความมั่นใจในตัวเขาก็จะไม่ลดหรือเพิ่ม เพราะสาเหตุจากคนอื่นเลย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า … “คนโง่มักอ้าปากเพื่ออวดอ้างในสิ่งที่ตนไม่เคยมี เขาจะพยายามโน้มน้าวใจคนด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของคนโง่จึงเท่ากับขาดวิจารณญาณ และในไม่ช้าก็อาจถูกคนโง่ในคราบคนฉลาดหลอกใช้ ส่วนคนฉลาดจะไม่พยายามชักจูงใด ๆ เขาจะอยู่เฉย ๆ [...]

นัยอันล้ำลึกของคำว่า “ขอบคุณ”

แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝนต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืน ก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำคนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนทั้งวันก็ยังโง่เท่าเดิม นัยอันล้ำลึกของคำว่า “ขอบคุณ” ขอบคุณความไม่รู้ ที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจน ที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลว ที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ ขอบคุณความผิดพลาด ที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยา ที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ ขอบคุณความไม่รู้ ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวัง ที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นมาใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้า ที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณมหกรรมคอรัปชั่น ที่ทำให้เราอยากสร้างสรรค์การเมืองใหม่ ขอบคุณความป่วยไข้ ที่ทำให้เราตั้งใจดูแลสุขภาพ ขอบคุณความทุกข์ที่ ทำให้เรารู้ว่าความสุขมีค่าแค่ไหน ขอบคุณความพลัดพราก ที่ทำให้เราสละจากความยึดมั่น ถือมั่น ขอบคุณเพลิงกิเลส ที่ทำให้เรามีเหตุอยากถึงพระนิพพาน ขอบคุณความตาย ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ…

สิ่งที่เรามองข้าม

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย.. ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น………… เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก… จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น……. กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย น้ำหอมดี ๆ [...]

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.